ประโยชน์ของบล็อก
Blog
คืออะไร
จากสารานุกรมเสรีออนไลน์วิกิพีเดีย ( Wikipedia ) ให้ความหมายของคำว่า Blog เอาไว้ดังนี้ บล็อก ( อังกฤษ : blog ) หรือเว็บล็อก ( Weblog ) เป็นหน้าเว็บประเภทหนึ่ง blog ย่อมาจากคำว่า weblog หรือ web log โดยคำว่า weblog นั้นมาจาก web ( เวิร์ดไวด์เว็บ ) และ log ( ปูม , บันทึก ) เมื่อรวมกัน จึงหมายถึง บันทึกบนเวิร์ดไวด์เว็บนั่นเอง หรือถ้าจะให้บอกตามรูปแบบของบล็อกในปัจจุบันก็คือ เว็บส่วนตัวของเราเองที่ใช้บันทึกข้อความ บทความต่างๆ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บบล็อกของเรา ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เราบันทึกไว้ได้ จึงเป็นเหมือนกับเว็บบอร์ดไปในตัวด้วย
ความแตกต่าง ระหว่างเว็บ Blog และเว็บ Diary
ระหว่างเว็บบล็อกและเว็บไดอารี่นั้นมีความใกล้เคียงกัน เพียงแต่บล็อกมีเนื้อหาที่กว้างขวาง มีเนื้อหาที่น่าสนใจหลากหลาย และส่วนหนึ่งเป็นเนื้อหาที่มีความน่าเชื่อถือหรือเป็นความรู้ ในขณะที่เว็บไดอารี่นั้นเป็นลักษณะของการเขียนบันทึกส่วนตัวมากกว่าหรือหากจะพูดง่ายๆ ก็คือ ไดอารี่เป็นเพียงหนึ่งในรูปแบบของเว็บ
ประโยชน์ของ Blog
บล็อกมีประโยชน์อะไรบ้าง จะว่าไปแล้วประโยชน์ของบล็อกก็มีอยู่มากมายขึ้นอยู่กับว่า เราต้องการอะไรจากบล็อก โดยประโยชน์ของบล็อก สรุปได้ดังนี้ ให้ข่าวสารข้อมูล เว็บไซต์ของเราเอง เราสามารถที่จะทำตัวเป็น Guru หรือผู้รู้ด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษได้ ทั้งเรื่องของกีฬา แฟชั่น ดนตรี ภาพยนต์ หรือเรื่องอะไรก็ได้ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเหตุบ้านการเมือง แต่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เมื่อเราเป็นฝ่ายให้ข้อมูลไป ก็ต้องระวังเรื่องเสียงตอบรับกลับมาด้วยเช่นกันให้ความคิเห็นและใช้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่สนใจเหมือนกัน เว็บบล็อกจะมีระบบคอมเมนต์บล็อกที่เราเขียนไว้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกของเราได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เขียนไว้ในบล็อก พบเจอเพื่อนใหม่ๆ การมีสังคมบนโลกออนไลน์ง่ายขึ้นเป็นกองด้วยการมีบล็อก เพราะเรื่องราวในบล็อกของเราจะเป็นสื่อที่ทำให้คนอื่นทั่วไปในอินเทอร์เน็ตรู้จักเรามากขึ้น การโพสต์รูปหรือข้อความหาเพื่อนบนอินเทอร์เน้ตดูเหมือนจะเชยไปแล้ว บล็อกให้อะไรที่มากกว่าการโพสต์รูปและข้อความหลายเท่านัก ซึ่งการคอมเมนต์บล็อกช่วยให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย ค้าขายสินค้าในเว็บบล็อก บล็อกนั้นก็เป็นเหมือนเว็บไซต์ส่วนตัวของเรา จึงมีหลายคนใช้เว็บบล็อกเป็นแหล่งให้ข้อมูลและใช้โพสต์รูปขายสินค้าไปด้วยเลย แต่ควรตรวจสอบข้อมูลให้ดีด้วยว่าบล็อกที่คุณสมัครอนุญาตให้ขายสินค้าหรือไม่
สร้างง่ายไม่เสียเงิน เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษาคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์ ไม่ต้องซื้อหนังสือเกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์เล่มโต ซึ่งช่วยลดเวลาที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์ส่วนตัวของเราได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังไม่มีค่าใช้จ่ายในการเช้าพื้นที่บนอินเทอร์เน็ตอีกด้วย อื่นๆ อีกมากมาย
วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
Data ware house หมายถึง
คลังข้อมูล (Data Warehouse)
1. บทนำ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ยังไม่จัดว่าพ้นภาระวิกฤตธุรกิจหลายประเภท จึงยังต้องการ การวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจอย่างถูกต้อง รวดเร็วเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้ ดังนั้นข้อมูลจึงเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งยวดต่อการดำเนินการนั้น การใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจการลงทุนทางธุรกิจและวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อแข่งขันกับคู่แข่งทางการค้า ฉะนั้นก็อาจกล่าวได้ว่าการมีข้อมูลมากทำให้มีโอกาสและมีชัยเหนือคู่แข่งในระดับหนึ่ง แต่ทว่าหากมองในทางกลับกัน การมีข้อมูลจำนวนมากแต่ขาดการจัดเรียงให้เป็นระบบยุ่งยากในการเข้าถึงและค้นคืน ธุรกิจอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในการเก็บรักษาข้อมูลเหล่านั้นไว้โดยไม่จำเป็น เพราะไม่ได้รับประโยชน์จากข้อมูลที่มี นอกจากนี้หากมีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์อย่างผิดพลาดอาจจะก่อให้เกิดผลเสียหายได้ ซึ่งเป็นการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจไป เพราะฉะนั้นในยุคที่ผู้บริหารมีความต้องการใช้ข้อมูล เพื่อการตัดสินใจมากขึ้น การจัดระบบระเบียบข้อมูล เพื่อนำเสนอข้อมูลที่มีคุณค่าและผ่านการกลั่นกรองแล้วแก่ผู้บริหารเพื่อใช้ในการตัดสินใจให้ทันต่อเหตุการณ์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง แนวความคิดของการสร้างคลังข้อมูลจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บรวบรวมข้อมูลสำคัญและจำเป็นจากแหล่งต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร เพื่อให้ผู้บริหารสามารถเรียกใช้ข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อมูลเชิงบริหารนี้จะสามารถช่วยลดปัญหาที่เกิดจากการใช้ข้อมูลจากฐานปฏิบัติการ (operational database) ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลในรูปแบบ transaction system ได้ ซึ่งโดยทั่วไปปัญหาที่พบเมื่อต้องการข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจได้แก่ - การเรียงข้อมูลจากฐานข้อมูลปฏิบัติการ ซึ่งมีขนาดใหญ่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบลดลงและทำงานได้ช้าลง - ข้อมูลที่นำเสนอมีรูปแบบเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความต้องการของผู้บริหาร - ไม่สามารถหาคำตอบในเชิงพยากรณ์ได้ - ไม่ตอบสนองการทำคิวรี่ที่ซับซ้อนได้ดีเท่าที่ควร - ข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ตามฐานข้อมูลของระบบงานต่างๆ ซึ่งยากแก่การเรียกใช้และขาดความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
2. สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนสร้างคลังข้อมูล
เนื่องจากการลงทุนสร้างคลังข้อมูลขึ้นมาใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานขององค์กรนั้นจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนมหาศาล ทั้งที่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเงินได้ เช่นค่าใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และ infrastructure อื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ ส่วนค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นตัวเงิน แต่มีความสำคัญอย่างมากได้แก่ กำลังแรงงานที่เสียไปของทรัพยากรบุคคลขององค์กรและเวลาที่ใช้ในการพัฒนา ดังนั้น เมื่อองค์กรตัดสินใจสร้างคลังข้อมูลขึ้นแล้ว ควรจะประสบความสำเร็จด้วย ทั้งนี้ Poe ได้เสนอ The Big Eight หรือ 8 ประการที่ควรให้ความสนใจ
3.แนวคิดเกี่ยวกับคลังข้อมูล หมายถึง ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ขององค์กรหรือหน่วยงานหนึ่งๆ ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลระบบงานประจำวัน หรือเรียกอีกอย่างว่า operational database และฐานข้อมูลอื่นภายนอกองค์กร หรือเรียกว่า external database โดยข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในคลังข้อมูลนั้น มีวัตถุประสงค์ในการนำมาใช้งานและมีลักษณะของการจัดเก็บแตกต่างไปจากข้อมูลในฐานข้อมูลระบบงานอื่น โดยข้อมูลในคลังข้อมูลจะถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบริหารงานของผู้บริหาร โดยเฉพาะการเป็นข้อมูลพื้นฐานให้กับระบบงาน เพื่อการบริหารงานอื่น เช่น ระบบ DSS และระบบ CRM เป็นต้น
4. สถาปัตยกรรมคลังข้อมูล (Data Wharehouse Architrcture- DWA) DWA เป็นโครงสร้างมาตราฐานที่ใช้บ่อย เพื่อให้เข้าใจแนวคิด และกระบวนการของคลังข้อมูลนั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคลังข้อมูลแต่ละระบบอาจจะมีรูปแบบที่ไม่เหมือนกันได้ เพื่อให้เหมาะสมกับองค์กรนั้นๆ ทั้งนี้ส่วนประกอบต่างๆ ภายใน DWA
5. เทคนิคในการสร้างคลังข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บภายในคลังข้อมูลมีการเคลื่อนที่ของข้อมูล (information flow)
6. สรุป คลังข้อมูลเป็นการรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลของระบบงานปฏิบัติงานประจำวันขององค์กร แล้วนำมาแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบ ที่เหมาะสมในการเก็บและสะดวกในการใช้งาน แล้วจึงนำข้อมูลนั้นเข้าไปเก็บ
ในคลังข้อมูล การพัฒนาหรือสร้างคลังข้อมูลจากฐานข้อมูลจะต้องมีการพิจารณาถึงองคืประกอบที่จำเป็นในการสร้างให้เหมาะสมด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีคลังข้อมูล จะให้ประสิทธิภาพในการใช้ข้อมูลอย่างมากก็ตาม แต่สิ่งที่ต้องคำนึงด้วยคือทรัพยากรที่องค์กรจะต้องทุ่มเทลงไปในการพัฒนาที่อาจจะเกิดขึ้นจนองค์กรไม่สามารถจะพัฒนาระบบนี้จนสำเร็จ และนำมาใช้งานได้ เกิดการลงทุนที่สูญเปล่า ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนควบคุมและจัดการให้รอบคอบ
ความหมายของ Data mining
Data Mining คืออะไร
ในปัจจุบัน สภาวะการแข่งขันเพื่อให้ได้ชัยชนะทางธุรกิจจำเป็นต้องมีกลยุทธ์หรือยุทธวิธี (Business Strategies) ที่เชื่อมั่นได้ว่าจะลดความเสี่ยงขององค์กรลงได้ กลยุทธ์วิธีการต่างๆจำเป็นต้องมีฐานความรู้ (Knowledge Base) เพื่อใช้ในการสร้างกรอบการทำงาน (Framework) ที่สนองตอบกับกลยุทธ์ทางธุรกิจ การที่จะได้มาซึ่งฐานความรู้และกรอบการทำงานที่มีประโยชน์ จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ เทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถกลั่นกรองข้อมูลทางธุรกิจที่มีปริมาณมหาศาล (Very large data in business information systems) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ในการคิดกลยุทธ์ (Usefull information from very large data) ดังน้นในขณะนี้ Data Mining จึงเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด เหตุผลที่สำคัญสำหรับทำไมถึงมี Data Mining และทำไมถึงต้องทำ Data Mining นั้นก็เพราะว่า Data Mining เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถกลั่นกรอง วิเคราะห์ ข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์หรือได้ข้อมูลที่ซ่อนเร้นอยู่ในข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาล และนำข้อมูลที่มีประโยชน์มีใช้เป็นฐานความรู้เพื่อช่วยในการบริหารงาน เช่น การบริหาร CRM(CustomerRelationship Management) Data Mining คือขบวนการทำงานที่เรียกว่า process ที่สกัดข้อมูล (Extract data) จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Large Information) เพื่อให้ได้สารสนเทศ (Usefull Information) ที่เรายังไม่รู้ (Unknown data) โดยเป็นสารสนเทศที่มีเหตุผล (Valid) และสามารถนำไปใช้ได้ (Actionable) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะช่วยการตัดสินใจในการทำธุรกิจ Data Mininig เป็นโปรเซสที่สำคัญในการทำ Knowledge Discovery in Database ที่เราเรียกสั้นๆว่า KDD ส่วน Data Mining สามารถเรียกสั้นๆว่า DM ขั้นตอนการทำ Data Mining มี 4 ขั้นตอนหลักดังนี้
1.Business Object Determination เป็นตัวจักรที่สำคัญในการทำ KDD เนื่องจากเป็นกำหนด ขอบเขต เป้าหมาย ของการทำ KDD ซึ่งจะมีผลต่อทุกๆขั้นตอนของการทำ KDD โดยนักวิเคราะห์ธุรกิจ (Business Analyst) จะต้อง Identify ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจให้ครอบคลุมและชัดเจนรวมทั้งวัตถุประสงค์ด้วย
2.Data Preparation หน้าที่ของขั้นตอนนี้คือจัดการข้อมูลให้สามารถนำเข้าสู่อัลกอริทึมส์ของ Data Mining ได้ เช่น การทำ Data Cleaning, Data Integration, Data Reduction เป็นต้น ซึ่ง Data Preparation สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้แก่ Data Selection, Data Preprocessing และDataTransformation
3.Data Mining เป็นขั้นตอนการทำ Mining โดยมี operation ในการทำ Data Mining หลายแบบ เช่น Database Segmentation, Predictive Modeling, Link Analysis เป็นต้น แต่ละ Data Mining Operation จะมีอัลกอริทึมส์ให้เลือกใช้ เช่น การทำ Database Segmentation อาจใช้ K-Mean Algorithms หรืออาจใช้ Unsupervised Learning Neural Networks เช่น โมเดล Kohonen Neural Net ถ้าเป็นการทำ Predictive Modeling อาจใช้ CART (Classification And Regression Tree) หรืออาจใช้ Supervised Learning Neural Network เช่น Backpropagation Neural Net ถ้าเป็นการทำ Link Analysis ซึ่งมีการทำอยู่ 2 ลักษณะคือ Association Rule Discovery และ Sequential Pattern Discovery อาจใช้ Apriori Algorithms
4.Analysis of Results and Knowledge Presentation เป็นขั้นตอนสุดท้ายสำหรับนักวิเคาะห์ข้อมูลที่จะต้องเก็บผลลัพธ์ของ Data Mining สรุปความหมายของผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งจะเป็นข้อมูลความรู้ (Knowledge) นำไปเป็นสารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจ
วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
องค์ความรู้
องค์ความรู้
1. จัดทำฎีกา
-พิมพ์ฏีกาเงินเดือนส่วนการคลัง
-วางคลังในสมุดคุมย่อย
-ลงทะเบียนคุมฏีกาเพื่อเบิกจ่ายเงิน
-จัดทำใบโอนเงินเดือนส่วนการคลัง
-จัดทำหนังสือใบโอนเงินเดือนให้กับธนาคาร
2. ลงทะเบียนรายจ่ายตามงบประมาณ
- ลงรายละเอียดงบประมาณประจำปีของแต่ละหมวดประเภทรายจ่ายตามงบประมาณ
- ตัดการ์ดตามฏีกาที่เบิกจ่ายเงิน
- เพื่อรับรู้ในงบประมาณแต่ละประเภทที่ใช้ไป และยอดคงเหลือ
3. สมุดเงินสดจ่าย
- ลงรายการการเบิกจ่ายเงินในแต่ละวัน
- ลงรายการครบในแต่ละเดือนเสร็จ
- เก็บยอดแต่ละประเภทเพื่อจัดทำงบ
4. ใบเสร็จรับเงิน
- ออกใบเสร็จรับเงิน
- นำเงินฝากธนาคาร
5. จัดทำงบการเงิน
- พิมพ์งบการต่าง ๆ รายงานหัวหน้าส่วนการคลังเพื่อนำเสนอนายก
1. จัดทำฎีกา
-พิมพ์ฏีกาเงินเดือนส่วนการคลัง
-วางคลังในสมุดคุมย่อย
-ลงทะเบียนคุมฏีกาเพื่อเบิกจ่ายเงิน
-จัดทำใบโอนเงินเดือนส่วนการคลัง
-จัดทำหนังสือใบโอนเงินเดือนให้กับธนาคาร
2. ลงทะเบียนรายจ่ายตามงบประมาณ
- ลงรายละเอียดงบประมาณประจำปีของแต่ละหมวดประเภทรายจ่ายตามงบประมาณ
- ตัดการ์ดตามฏีกาที่เบิกจ่ายเงิน
- เพื่อรับรู้ในงบประมาณแต่ละประเภทที่ใช้ไป และยอดคงเหลือ
3. สมุดเงินสดจ่าย
- ลงรายการการเบิกจ่ายเงินในแต่ละวัน
- ลงรายการครบในแต่ละเดือนเสร็จ
- เก็บยอดแต่ละประเภทเพื่อจัดทำงบ
4. ใบเสร็จรับเงิน
- ออกใบเสร็จรับเงิน
- นำเงินฝากธนาคาร
5. จัดทำงบการเงิน
- พิมพ์งบการต่าง ๆ รายงานหัวหน้าส่วนการคลังเพื่อนำเสนอนายก
ตำแหน่งงาน หน้าที่ที่รับผิดชอบ
ตำแหน่งงาน
ตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี
หน้าที่ที่รับผิดชอบ
- พิมพ์หนังสือส่งส่วนการคลัง
- จัดทำฏีกาต่าง ๆ
- จัดทำทะเบียนคุมฏีกา
- เขียนเช็ค
- จัดทำรายงานเช็ค
- จัดทำสมุดเงินสดจ่าย
- ทะเบียนคุมงบประมาณรายจ่าย
- ทะเบียนคุมเงินมัดจำประกันสัญญา
- จัดทำรายงานงบการเงินต่าง ๆ
ตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี
หน้าที่ที่รับผิดชอบ
- พิมพ์หนังสือส่งส่วนการคลัง
- จัดทำฏีกาต่าง ๆ
- จัดทำทะเบียนคุมฏีกา
- เขียนเช็ค
- จัดทำรายงานเช็ค
- จัดทำสมุดเงินสดจ่าย
- ทะเบียนคุมงบประมาณรายจ่าย
- ทะเบียนคุมเงินมัดจำประกันสัญญา
- จัดทำรายงานงบการเงินต่าง ๆ
สถานที่ทำงาน
สถานที่ทำงาน
ที่ตั้ง องค์การบริหารส่วนตำบลโจดม่วง หมู่ที่ 10 ตำบลโจดม่วง อำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ
โครงสร้างองค์กรแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายสภา
บุคคลากร 4 ส่วน ดังนี้
สำนักปลัด
1. นางสาวพิริยา โสมนัสกุล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล
2. นายคำพันธ์ พรหมอินทร์ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป
3. นางกัญญานัฐ์ กมล เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน
4. นางสาวระพีพรรณ สีหะวงษ์ เจ้าหน้าที่ธุรการ
5. นางสุมาลา จันทร์นวล ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ธุรการ
6. นางสาวสปรียา ชมภู ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
7. นายทรงศักดิ์ วิรุณพันธ์ นักการภารโรง
8. นายหลาว เครือแสง ยาม
9. นางจิราภรณ์ บุญเฌอ แม่บ้าน
ส่วนการคลัง
1. นางณันทิยา มัธุรัตน์ หัวหน้าส่วนการคลัง
2. นางสาวชลฎา แดงบุญเรือง เจ้าพนักงานพัสดุ
3. นางสาวชนัญภรณ์ วรรณวงษ์ เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี
4. นางสาวปิยะดา จันเจริญ ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี
5. นางแววตา นิยม ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้
ส่วนโยธา
1. นายพิเชษฐ์ สุตะพันธ์ หัวหน้าส่วนโยธา
2. นายอรรถสิทธิ์ จัตตุพันธ์ เจ้าพนักงานประปา
3. นายวีระกุล นากรณ์ ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่การประปา
ส่วนการศึกษา
1. นางสาวสุภาวดี ปักอินทรี นักวิชาการศึกษา
2. นางมณี นากอก หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.โจดม่วง
3. นางสาวธนกร บุดศรี ครูผู้ช่วยผู้ดูแลเด็ก
ที่ตั้ง องค์การบริหารส่วนตำบลโจดม่วง หมู่ที่ 10 ตำบลโจดม่วง อำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ
โครงสร้างองค์กรแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายสภา
บุคคลากร 4 ส่วน ดังนี้
สำนักปลัด
1. นางสาวพิริยา โสมนัสกุล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล
2. นายคำพันธ์ พรหมอินทร์ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป
3. นางกัญญานัฐ์ กมล เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน
4. นางสาวระพีพรรณ สีหะวงษ์ เจ้าหน้าที่ธุรการ
5. นางสุมาลา จันทร์นวล ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ธุรการ
6. นางสาวสปรียา ชมภู ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
7. นายทรงศักดิ์ วิรุณพันธ์ นักการภารโรง
8. นายหลาว เครือแสง ยาม
9. นางจิราภรณ์ บุญเฌอ แม่บ้าน
ส่วนการคลัง
1. นางณันทิยา มัธุรัตน์ หัวหน้าส่วนการคลัง
2. นางสาวชลฎา แดงบุญเรือง เจ้าพนักงานพัสดุ
3. นางสาวชนัญภรณ์ วรรณวงษ์ เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี
4. นางสาวปิยะดา จันเจริญ ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี
5. นางแววตา นิยม ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้
ส่วนโยธา
1. นายพิเชษฐ์ สุตะพันธ์ หัวหน้าส่วนโยธา
2. นายอรรถสิทธิ์ จัตตุพันธ์ เจ้าพนักงานประปา
3. นายวีระกุล นากรณ์ ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่การประปา
ส่วนการศึกษา
1. นางสาวสุภาวดี ปักอินทรี นักวิชาการศึกษา
2. นางมณี นากอก หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.โจดม่วง
3. นางสาวธนกร บุดศรี ครูผู้ช่วยผู้ดูแลเด็ก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)